News
March 24, 2025

Rethinking WordPress for Business

WordPress ไม่ได้แย่ แต่การใช้มันในแบบเดิม ๆ กับโจทย์ที่ซับซ้อนขึ้น อาจทำให้แบรนด์ต้องรับความเสี่ยงที่มองไม่เห็น บทความนี้ชวนคิดใหม่ว่า “เว็บไซต์” ควรเป็นระบบสนับสนุนแบรนด์ ไม่ใช่ภาระที่ไม่มีใครดูแล

Rethinking WordPress for Business

จากแพลตฟอร์มเขียนบล็อก สู่จุดเปลี่ยนของเว็บไซต์ธุรกิจ — และเหตุผลที่เราไม่ได้ใช้มันเป็น default อีกต่อไป

จุดเริ่มต้นของความง่าย

ช่วงกลางยุค 2000s การมีเว็บไซต์สำหรับใครบางคนไม่ใช่เรื่องของการขายของหรือการขยายธุรกิจแต่มากกว่านั้น มันคือ “การมีพื้นที่เล่าเรื่องของตัวเอง” บนอินเทอร์เน็ต ในยุคนั้น การเขียนบล็อก (blogging) ไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่คือวัฒนธรรม WordPress จึงถือกำเนิดขึ้นบนแนวคิดที่เรียบง่าย ให้ทุกคนเล่าเรื่องของตัวเองได้ โดยไม่ต้องเขียนโค้ด

ด้วยความที่ WordPress สร้างบน PHP ซึ่งใช้ง่ายกว่า CGI หรือ Perl ติดตั้งได้ด้วยไม่กี่คลิกและเริ่มต้นใช้งานได้ฟรี WordPress จึงกลายเป็นประตูที่ทำให้คนธรรมดาสามารถมี “เว็บไซต์” เป็นของตัวเองได้

__wf_reserved_inherit

จากเนื้อหาส่วนตัว สู่ระบบของธุรกิจ

เวลาเปลี่ยน ความคาดหวังของผู้ใช้ก็เปลี่ยน จากพื้นที่เล่าเรื่องกลายเป็นหน้าร้าน จากบล็อกทั่วไปกลายเป็นเว็บไซต์ของบริษัท WordPress ค่อย ๆ เติบโตจากระบบเขียนบล็อก มาเป็น “CMS” (Content Management System) ที่รองรับการทำเว็บเพจ ปรับโครงสร้างเมนู ใส่ Plug-in เชื่อมต่ออีคอมเมิร์ซ และแม้แต่จองคิว แต่ในขณะที่ฟีเจอร์เพิ่มขึ้น ผู้ใช้จำนวนไม่น้อยยังคงมองมันเป็น “ของฟรี ใช้ง่าย” แบบเดิม และที่สำคัญกว่านั้น — มันถูกใช้แบบเดิม แม้บริบทจะเปลี่ยนไปมาก

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ WordPress แต่อยู่ที่การใช้มัน “แบบเดิม” ในโจทย์ที่ซับซ้อนขึ้น

ในฐานะทีมที่ออกแบบและวางระบบเว็บไซต์ให้แบรนด์ เราเริ่มเห็นจุดอ่อนที่สะสมมากับความสำเร็จของ WordPress

  • การใช้ธีมสำเร็จรูปที่มีโค้ดแฝง
  • การติดตั้งปลั๊กอินมากเกินไปจนเว็บช้า
  • การอัปเดตระบบที่กระทบหน้าเว็บโดยไม่รู้ตัว
  • และที่พบบ่อยที่สุด: ไม่มีใครดูแลระบบเลยหลังส่งมอบ

หลายเว็บไซต์ถูกสร้างขึ้น “เสร็จ” ตั้งแต่วันแรก โดยไม่มีใครคิดต่อว่าอีก 1 ปีข้างหน้า แบรนด์จะเติบโตอย่างไร มีใครดูแลไหม? มีระบบสำรองข้อมูลไหม? เว็บรองรับทราฟฟิกเพิ่มได้หรือเปล่า?

เราไม่ได้เลิกใช้ WordPress — แต่เราจะไม่เริ่มจากมัน

ที่ Craftsmanship เราสามารถพัฒนาเว็บไซต์ด้วย WordPress ได้ในขณะที่ลูกค้าที่เรามีโอกาสได้พูดคุยด้วยเลือกที่จะ “เลี่ยงการใช้ WordPress” เนื่องจากปัญหาสุดคลาสสิกว่า “WordPress มีไวรัส”

WordPress กลายเป็นผู้ร้าย ในขณะที่นักพัฒนาหลายคนก็มีความคิดว่า WordPress ไม่ได้เป็นปัญหา ปัญหามาจากความไม่เข้าใจของนักพัฒนาที่ไม่เข้าใจระบบ และเริ่มรับงานกับลูกค้าด้วยความไม่เข้าใจในโค้ด คิดว่าการติดตั้ง Plug-in เป็นกุญแจในการ “สร้างเว็บทุกประเภท” ไม่ว่าระบบจะเล็กหรือใหญ่ หรือเงื่อนไขที่มีความซับซ้อน โดยที่ไม่คำนึงถึงปัญหาที่ตามมา

ลูกค้ากลายเป็นผู้ที่ต้องรับภาระในการแก้ไข ปัญหาที่ทับถมมาหลายปีจนเว็บไซต์กลายเป็นสิ่งที่ไม่น่าทำมากที่สุด ซึ่งส่วนทางกับความเป็นจริงว่า “เว็บไซต์ควรเป็นสิ่งที่แบรนด์ต้องพิจารณาให้เป็น ‘โครงสร้างพื้นฐาน’ มากกว่าการใช้ Social Media เพียงอย่างเดียว”

เว็บไซต์ เปรียบเสมือนหน้าร้าน อาคารสำนักงานของแบรนด์ ที่มีขนาดใหญ่ได้ไม่จำกัด เมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่ตั้งจริง ๆ แล้ว เว็บไซต์คุณมีประสิทธิภาพมากกว่าที่คุณคิด ในขณะที่ Social Media เป็นพื้นที่สาธารณะที่ผู้คนรวมตัวกัน คุณสามารถโฆษณาเพื่อเชิญชวนผู้คนเหล่านี้มาเป็นลูกค้าของคุณ แต่ที่เป็นอยู่มันกลับด้านกัน

ปัจจุบัน Development Stack หลักของการพัฒนาเว็บไซต์ของ Craftsmanship Co. มีหลากหลายวิธีการ เริ่มจาก No-code Platform อย่าง WordPress ไปจนถึงการใช้ NextJS ที่ทำงานร่วมกับ Content Management System ต่าง ๆ อาทิ Strapi หรือ Sanity หรือหากซับซ้อนกว่านั้นก็จะนำไปสู่การสร้าง CMS ขึ้นมาเพื่อการใช้งานเฉพาะทางมากยิ่งขึ้น

__wf_reserved_inherit
__wf_reserved_inherit
__wf_reserved_inherit

เลือกทีมนักพัฒนาที่ไว้ใจได้ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร?

การพูดคุยคงเป็นสิ่งที่สำคัญ ปัญหาคือการไม่รู้ว่าจะเริ่มอย่างไร เรามีคำแนะนำในการเริ่มต้นทำเว็บไซต์ง่าย

อย่าให้เวลาเป็นกับดัก การพัฒนาเว็บไซต์มีกระบวนการพื้นฐานดังนี้

  • ด้านการออกแบบ นักออกแบบจะใช้เวลาในการพัฒนาเว็บไซต์ของคุณ ในระยะเวลาเฉลี่ย 1-4 สัปดาห์ (ประมาณการจากสถิติ และขนาดของโครงการ) อาจจะมากหรือน้อยกว่า ขึ้นอยู่กับการเจรจา
  • เมื่อกระบวนการออกแบบเสร็จสิ้น คุณควรจะเห็นตัวอย่างด้านการออกแบบอย่างละเอียดตามขอบเขตของงาน เช่น เว็บไซต์มีการแสดงผลแบบ Responsive หรือไม่ ถ้ามี แสดงผลอย่างไร? มี Accessibility Features หรือไม่? หรือผู้ให้บริการนั้น ๆ มีอะไรมานำเสนอคุณบ้าง
  • เมื่อกระบวนการออกแบบเสร็จสิ้น จะเข้าสู่กระบวนการพัฒนาเว็บไซต์ด้วยการเขียนโค้ด ผู้ให้บริการนั้นให้ความสำคัญกับ Front-end คือส่วนหน้ากากของเว็บไซต์หรือไม่? หรือระบบหลังบ้านใช้ระบบอะไร? ภาษาอะไร? (ซึ่งโดยมากมักจะเป็น WordPress)
  • พูดถึง Back-end และ Content Management System (CMS) โดยเฉพาะ WordPress ผู้ให้บริการนั้นมีการติดตั้ง Plug-in อะไรบ้าง (เรื่องที่คุณควรจะรู้) แล้ว Plug-in นั้น ซื้อมาอย่างถูกต้อง หรือแชร์ใช้งานหรือไม่ ฟีเจอร์ทั้งหมดในเว็บไซต์ไม่จำเป็นต้องพึ่งพา Plug-in เสมอไป การมี Plug-in ที่ไม่ได้มาตรฐานนั้นมีความเสี่ยงกับเว็บไซต์ของคุณอย่างมาก
  • ในด้าน Front-end หรือหน้าตาของเว็บไซต์ เลย์เอาต์ มาจาก ธีมที่ดาวน์โหลดมาหรือไม่? ในความเป็นจริงแล้วการใช้ Theme สำเร็จรูปไม่ได้เป็นปัญหา บางทีคุณอาจจะคิดว่า เลย์เอาต์ของธีม นั้นๆ สอดคล้องกับการนำเสนอเรื่องราวผ่านเว็บไซต์ของคุณ ควรตรวจสอบว่า Theme เหล่านั้นได้คุณภาพหรือไม่ เพราะบางที Theme ที่คุณใช้อาจจะเขียนโค้ดมาไม่ละเอียดพอ ทำให้การแสดงผลนั้นมีความผิดพลาด เช่นในด้านของ Responsive Design และ State Management ในด้านการสื่อสารแบรนด์รายละเอียดเหล่านี้จะสร้างความไม่น่าเชื่อถือให้กับลูกค้า
  • จากประสบการณ์ในด้านการทำเว็บไซต์และเห็น Theme ผ่านตามาไม่น้อยของผู้เขียน พบว่า Theme ที่สมบูรณ์ค่อนข้างมีน้อย ส่วนใหญ่ต้องเอามาพัฒนาเพิ่มเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ หากคุณให้ความสำคัญกับรายละเอียด ก็จะทำให้ต้องยืดเวลาในส่วนนี้ออกไป
  • หลังจากพัฒนาเว็บไซต์เสร็จสมบูรณ์ ผู้ให้บริการได้ให้คุณตรวจงานหรือไม่? ขั้นตอนนี้เรียกว่า User Acceptance Test หรือ UAT คุณควรจะใช้เวลาในการตรวจงานในทุกส่วนอย่างละเอียดว่ามี bug ในส่วนไหนหรือไม่ การแสดงผลเลย์เอาต์แบบ Responsive แสดงได้อย่างราบรื่นสมบูรณ์ในทุกหน้าหรือไม่? รวมไปถึงฟังก์ชั่นการใช้งานเช่นตรวจเช็คการติดตั้ง Plug-in การอัปเดตข้อมูล การรับส่งข้อมูล การติดตั้ง Third-party ต่าง ๆ เช่น Google Analytics, Facebook Pixel, TikTok Pixel (ถ้ามีการพูดถึงขอบเขตการติดตั้ง) หรือไม่ รวมถึงกุญแจรับรองความปลอดภัย (Secure Socket Layer หรือ SSL) รวมถึง Consent Management System ที่รองรับ PDPA อย่างถูกต้อง

คุณสามารถเรียกดูตัวอย่างการทำงานจากโครงการอื่น ๆ ก่อนตัดสินใจเริ่มงานกับผู้ให้บริการนั้น ๆ เพื่อความแน่ใจว่าผู้ให้บริการจะส่งมอบงานที่มีคุณภาพให้กับคุณได้ในที่สุด

เว็บไซต์ที่แก้ไขได้ทั้งหมด ไม่ใช่เว็บไซต์ที่ดีที่สุดเสมอไป อย่าติดกับดักของความคุ้มค่า

ในความเป็นจริง เว็บไซต์สามารถออกแบบและพัฒนาให้แก้ไขได้ทุกส่วนได้จริง แต่การแก้ไขเว็บไซต์ได้ทั้งหมดด้วยตัวเองอาจจะไม่ใช่คำตอบในด้านธุรกิจ อาจจะรู้สึกว่าคุ้มค่าแต่ความเป็นจริงจะยุ่งยากกว่าที่คิดในที่สุด เพราะคุณไม่อาจแก้ไขเว็บไซต์ทั้งหมดได้ด้วยตัวเอง เว้นแต่การสร้างเนื้อหาที่มีลักษณะเป็น Collection เช่น ข่าวสาร โปรโมชั่น

ในขณะที่ส่วนอื่น ๆ ของเว็บไซต์คุณแทบจะไม่ได้ optimise ให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายอยู่ตลอดเวลา เว้นแต่คุณมีทีมงานที่คอยเพิ่มประสิทธิภาพด้านการตลาดในทุกช่องทาง คุณอาจจะใช้ฟังก์ชั่นการเพิ่มสินค้า และการอัปเดตข่าวสาร เพื่อให้เว็บไซต์มี Digital Footprint ที่ดี เหมาะกับการค้นหาผ่าน Search Engine หรือ SEO

การมี Partner ที่ดีจะช่วยให้คุณหมดห่วงเรื่องเว็บไซต์ นอกจากจะช่วยให้คำปรึกษาในด้านการดูแลเว็บไซต์ พาร์ทเนอร์อาจจะช่วยต่อยอดเว็บไซต์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

เว็บไซต์ยังมีข้อดีที่มักถูกมองข้าม โดยเฉพาะในยุคที่ AI เริ่มกลายเป็นปัจจัยในการค้นพบแบรนด์ใหม่ ๆ เว็บไซต์ที่มีระบบดี โครงสร้างชัดเจน และเนื้อหาที่สอดคล้องกัน — ไม่เพียงแต่สร้างความน่าเชื่อถือ แต่ยังช่วยให้แบรนด์เติบโตในโลกที่ไม่ได้พึ่งพาอัลกอริทึมเพียงอย่างเดียว

Ready to transform?
Let’s talk possibilities.